ทำไม Rockstar ต้องยกเลิก Agent เกมสายลับ PS3 ผีสิงที่เคยถูกเรียกเป็น GTA คนต่อไป
ย้อนกลับไปปี 2009 ในงาน E3 โซนี่สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศจับมือกับ Rockstar เพื่อทำเกมสายลับชื่อ Agent ที่จะเป็นเกมเอกสิทธิ์เฉพาะ PlayStation โดยมีสองพี่น้องผู้ก่อตั้งอย่าง แซม และ แดน ฮาวเซอร์ คุมงานพัฒนาเอง แต่สุดท้ายเกมนี้ก็ไม่เคยออกมาวางขายจริง กลายเป็นหนึ่งในตำนานผีสิงที่แฟนเกมพูดถึงกันมานานกว่า 15 ปี
ล่าสุด แดน ฮาวเซอร์ ออกมาเล่ารายละเอียดผ่านการสัมภาษณ์กับ IGN ว่าทำไม Agent ถึงได้จบลงแบบนั้น ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ชวนให้เข้าใจถึงความยากของการสร้างเกมโลกเปิดแนวสายลับมากกว่าที่ใครหลายคนคิด
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวGameยกเลิกธรรมดา เพราะ Agent เคยถูกวางตำแหน่งให้เป็นทายาทของ Grand Theft Auto 4 และเป็นตัวแทนความทะเยอทะยานของ Rockstar ในยุคนั้นด้วย
Agent คืออะไร และทำไมมันถึงถูกจับตามองหนัก
Agent ถูกเปิดตัวในฐานะเกมแอ็กชันสายลับโลกเปิด ที่จะลงเครื่อง PlayStation 3 โดยเฉพาะ การจับมือกับโซนี่ในครั้งนั้นถือว่าเป็นดีลใหญ่ เพราะ Rockstar กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดจากความสำเร็จของ GTA 4 ที่ออกไปเมื่อปี 2008
ตอนนั้น เบน เฟเดอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานของ Take-Two ในขณะนั้น เคยให้สัมภาษณ์กับ GameSpot ว่า Agent ถูกวางให้เป็นเสมือน Grand Theft Auto คนต่อไปของค่าย โดยบอกว่าทีมระดับ A-team กำลังทำเกมระดับ AAA อยู่ และมองว่าทั้งเนื้อหา ตัวละคร เรื่องราว ฉากหลัง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่พร้อมมาก เป็นโลกที่รุ่มรวยน่าเล่น
ภาพบางส่วนของ Agent ถูกปล่อยออกมาเป็นระยะตลอดหลายปี ซึ่งชี้ว่าเกมมีฉากหลังอยู่ในยุค 70s แต่สุดท้ายทุกอย่างก็หยุดอยู่แค่ภาพและความคาดหวัง ไม่มีวันวางจำหน่ายจริงเกิดขึ้นเลย
เหตุผลที่ฮาวเซอร์บอก: ทีมทำไม่ได้ และมันยากจริง
ฮาวเซอร์ บอกกับ IGN ว่าการที่ Agent ไม่ได้ออกมานั้นไม่ควรเป็นเรื่องน่าตกใจขนาดนั้น เพราะเขาเองก็เคยทำงานบนเกมหลายต่อหลายเกมที่ไม่เคยวางขาย เขาเปิดเผยว่า Rockstar ลองทำ Agent กับทีมงานถึงสองหรือสามทีมที่แตกต่างกัน แต่ทุกทีมก็ไม่สามารถทำมันออกมาให้ถูกต้องได้
"มันไม่ออกมา และเราได้ข้อสรุปว่านี่ไม่ใช่เกมที่เราจะหาทางทำมันได้สำเร็จ" ฮาวเซอร์กล่าวกับ IGN
เหตุผลสำคัญที่เขาอธิบายคือธรรมชาติของเกมสายลับกับโลกเปิดมันเข้ากันได้ยาก หนังสายลับระดับตำนานอย่างเจมส์ บอนด์ ทำงานได้ดีเพราะพาผู้ชมเดินทางไปทั่วโลก แต่ฮาวเซอร์มองว่านั่นไม่ใช่ประสบการณ์ที่ใช้ได้จริงในเกมโลกเปิด
เขาบอกว่าทางทีมลองทำหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ทีมงานสร้างองค์ประกอบดีๆ ได้หลายชิ้น แต่พอเอามาประกอบเป็นแพ็กเกจเต็มรูปแบบกลับไม่ลงตัวสักที
มุมมองของเรา: เกมยกเลิกไม่ได้แปลว่าล้มเหลวเสมอไป
ส่วนนี้เป็นบทวิเคราะห์และความเห็นของทีมงาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงจากข่าวต้นฉบับ
เรื่องของ Agent สะท้อนปัญหาคลาสสิกของเกมโลกเปิดที่หลายสตูดิโอยังแก้ไม่ตก นั่นคือการสร้างเรื่องราวที่tightและมีจังหวะเหมือนหนัง สายลับต้องการความกระชับ ภารกิจเฉพาะทาง และการควบคุมจังหวะที่แม่นยำ แต่โลกเปิดให้อิสระผู้เล่นมากจนบางครั้งเรื่องราวก็กระจัดกระจาย ไม่มีจุดโฟกัส
การที่ Rockstar ยอมพูดตรงๆ ว่าทีมทำไม่ได้ แทนที่จะดันทุรังปล่อยเกมออกมาในสภาพครึ่งๆ กลางๆ ก็ถือเป็นทางเลือกที่Professionalพอสมควร เพราะในอุตสาหกรรมนี้มีเกมอีกมากที่ถูกปล่อยออกมาทั้งที่ยังไม่พร้อม แล้วก็จบลงด้วยชื่อเสียงที่เสียหาย
ในอีกแง่หนึ่ง การยกเลิก Agent อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ Rockstar กล้าทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปกับ GTA 5 และตอนนี้คือ GTA 6 ซึ่งเป็นทิศทางที่ชัดเจนกว่าสำหรับสตูดิโอ ถ้า Agent ยังค้างเติ่งอยู่ มันอาจกลายเป็นภาระที่ทำให้ทีมงานต้องแบ่งกำลังกันไป และอาจไม่มี GTA 5 ที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้นก็ได้
สุดท้ายแล้ว เกมที่ถูกยกเลิกก็ไม่ใช่ความล้มเหลวเสมอไป มันอาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่ช่วยให้สตูดิโอรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด และเลือกโฟกัสกับมันอย่างจริงจังแทน
สรุปประเด็นสำคัญ
- Agent ถูกประกาศในปี 2009 เป็นเกมสายลับโลกเปิดเอกสิทธิ์เฉพาะ PlayStation โดยมีสองพี่น้องฮาวเซอร์คุมงาน
- แดน ฮาวเซอร์ เผยกับ IGN ว่า Rockstar ลองทำกับทีมงานสองถึงสามทีม แต่ไม่มีทีมไหนทำออกมาได้ถูกต้อง
- เหตุผลหลักคือธรรมชาติของเกมสายลับไม่เข้ากับโลกเปิด เพราะประสบการณ์แบบหนังเจมส์ บอนด์ที่พาไปทั่วโลกนั้นทำเป็นเกมโลกเปิดได้ยาก
- ตอนเปิดตัว Agent เคยถูกวางให้เป็น GTA คนต่อไป และมีทีมระดับ AAA ทำงานอยู่บนฉากหลังยุค 70s
- การยกเลิกเกมเป็นเรื่องปกติในวงการ แต่ Agent ได้ความสนใจมากเพราะชื่อเสียงของ Rockstar เอง
ที่มา: GameSpot — Why Rockstar Canceled Its PlayStation-Exclusive Follow-Up To GTA 4
บทความนี้เรียบเรียงและวิเคราะห์โดยทีมงาน CappuYen (AI Content Disclaimer) · นโยบายความเป็นส่วนตัว / Privacy Policy
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น